สถาบันสุขภาวะพิสิฐ : สถาบันที่เป็นเลิศด้านสุขภาพและการเป็นอยู่ที่ดี

logo

ข่าวประชาสัมพันธ์

8 พันล้านเหตุผลที่โลกต้องลุกขึ้นสู้กับโรคอ้วน ตอนที่ 2: เวชศาสตร์วิถีชีวิต—คำตอบที่เริ่มจากชีวิตประจำวัน

  • 24 มี.ค. 2569
  • ผู้ดูแลระบบ

8 พันล้านเหตุผลที่โลกต้องลุกขึ้นสู้กับโรคอ้วน ตอนที่ 2: เวชศาสตร์วิถีชีวิต—คำตอบที่เริ่มจากชีวิตประจำวัน

สวัสดีครับ

ฉบับนี้ มาคุยเกี่ยวกับเรื่องโรคอ้วนต่อกันครับ

เมื่อเราตระหนักว่าโรคอ้วนไม่ใช่เพียงปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน คำถามสำคัญต่อมาคือ เราจะสู้กับโรคอ้วนอย่างไร
คำตอบไม่ได้อยู่ที่การ “อดอาหาร” หรือ “ออกกำลังกายหนักชั่วคราว” แต่ต้องเป็นการปรับวิถีชีวิตทั้งระบบ ซึ่งเป็นหัวใจของ เวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine)

เวชศาสตร์วิถีชีวิตเป็นแนวทางการดูแลสุขภาพที่มุ่งเน้นการปรับพฤติกรรมสุขภาพอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันและรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมทั้งโรคอ้วน โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ อาหารที่ดีต่อสุขภาพ การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ การนอนหลับที่เพียงพอ การจัดการความเครียดความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกื้อหนุน และ การหลีกเลี่ยงสารเสพติดหรือพฤติกรรมเสี่ยง
แม้แนวคิดเหล่านี้จะดูเหมือนเป็นพื้นฐานของการดูแลสุขภาพ แต่ในความเป็นจริง มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระดับสูงจำนวนมากรองรับ

หลักฐานจากงานวิจัยระดับโลก
หนึ่งในงานวิจัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดคือ Diabetes Prevention Program (DPP) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The New England Journal of Medicine การศึกษานี้ติดตามผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่า 3,200 คน พบว่า มาตรการการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่มุ่งลดน้ำหนักประมาณ 7% ของน้ำหนักตัว และเพิ่มกิจกรรมทางกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ สามารถลดความเสี่ยงการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ถึง 58% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม(1)
ผลลัพธ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การปรับพฤติกรรมวิถีชีวิตอย่างเป็นระบบสามารถเปลี่ยนเส้นทางของโรคเมตะบอลิกได้อย่างมีนัยสำคัญ

อีกงานวิจัยสำคัญคือ Look AHEAD trial ซึ่งศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนมากกว่า 5,000 คน การติดตามผล 4 ปีพบว่า กลุ่มที่ได้รับ intensive lifestyle intervention (มาตรการการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบเข้มข้น) สามารถลดน้ำหนักเฉลี่ย 6.15% เทียบกับ 0.88% ในกลุ่มดูแลตามรูปแบบปกติ พร้อมทั้งมีการลดลงของปัจจัยเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือดหลายด้าน(2)

งานวิจัยอีกชิ้นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ DiRECT trial ซึ่งตีพิมพ์ใน Lancet Diabetes & Endocrinology โดยใช้โปรแกรมจัดการน้ำหนักในระบบบริการปฐมภูมิสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ผลการติดตาม 2 ปีพบว่า 36% ของผู้เข้าร่วมสามารถเข้าสู่ภาวะโรคเบาหวานสงบ (remission) ได้ และในกลุ่มที่ลดน้ำหนักได้มากกว่า 15 กิโลกรัม มีสัดส่วนการเข้าสู่ภาวะสงบสูงถึง ประมาณ 70%(3)
ข้อมูลนี้สะท้อนว่า การลดน้ำหนักอย่างจริงจังผ่านการปรับพฤติกรรมและการสนับสนุนอย่างเป็นระบบสามารถเปลี่ยนแปลงโรคเมตะบอลิกเรื้อรังได้จริง

ในด้านโภชนาการ งานวิจัย DIETFITS trial ที่ตีพิมพ์ใน JAMA ศึกษาผู้ใหญ่ที่มีภาวะน้ำหนักเกินมากกว่า 600 คน เปรียบเทียบระหว่างการรับประทานอาหารแบบ healthy low-fat (อาหารสุขภาพที่มีไขมันต่ำ) และ healthy low-carbohydrate (อาหารสุขภาพที่มีคาร์โบไฮเดรทต่ำ) พบว่า ทั้งสองแนวทางสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ประมาณ 5–6 กิโลกรัมภายใน 12 เดือน โดยความแตกต่างระหว่างการรับประทานทั้งสองรูปแบบอาจจะยังไม่เด่นชัดมากนัก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือคุณภาพของอาหารและความสามารถในการปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน(4)

นอกจากนี้ งานวิจัยในชุมชนอย่าง BROAD study ยังแสดงให้เห็นว่า การรับประทานอาหารแบบ whole-food plant-based diet (อาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก) สามารถช่วยลดน้ำหนักและการลดปัจจัยเสี่ยงทางภาวะเมตะบอลิกได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะไม่ได้จำกัดการได้รับพลังงานอย่างเข้มงวด(5)

หลักฐานเหล่านี้สะท้อนว่า การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไม่ใช่เพียงการให้คำแนะนำเชิงสุขภาพทั่วไป แต่เป็น แนวทางการดูแลโรคที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

จากการรักษาโรค สู่การออกแบบวิถีชีวิตใหม่
อย่างไรก็ตาม การจัดการโรคอ้วนไม่ควรถูกมองเพียงในระดับบุคคลเท่านั้น เพราะในโลกปัจจุบัน เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดโรคอ้วนมากขึ้น เช่น การเข้าถึงอาหารพลังงานสูงได้ง่าย การตลาดอาหารที่รุนแรง การทำงานที่ต้องนั่งนาน ลักษณะของเมืองที่ไม่เอื้อต่อการเดิน การนอนหลับที่ลดลง และความเครียดในชีวิตประจำวัน

ดังนั้น การป้องกันและควบคุมโรคอ้วนจึงต้องอาศัยความร่วมมือทั้งในระดับ บุคคล ครอบครัว ชุมชน และนโยบายสาธารณะ
8 พันล้านเหตุผลที่จะเริ่มต้นวันนี้ วันโรคอ้วนแห่งโลกจึงไม่ใช่เพียงวันรณรงค์ตามปฏิทิน แต่เป็นการเตือนใจว่า การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสังคม

ในโลกที่มีประชากรมากกว่า 8 พันล้านคน เราทุกคนต่างมีเหตุผลของตนเองที่จะเริ่มต้นดูแลสุขภาพ บางคนทำเพื่อหลีกเลี่ยงโรคเบาหวาน บางคนทำเพื่อความแข็งแรงของหัวใจ บางคนทำเพื่อความสบายใจของลูกหลาน และบางคนทำเพียงเพื่อให้ตนเองมีแรงใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในแต่ละวัน
เพราะการดูแลสุขภาพไม่ใช่เพียงการลดน้ำหนักในระยะสั้น แต่คือ การปรับวิถีชีวิตทั้งระบบ และเมื่อเราทำได้ เราก็อาจมีโอกาสที่จะ “แก่ช้า เจ็บสั้น อายุยืนแบบมีคุณภาพ”

และ เนื่องในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ตรงกับ “วันนอนหลับโลก (World Sleep Day)” ฉบับหน้าเราจะชวนผู้อ่านมาพูดคุยกันเรื่อง “การนอนหลับ: หนึ่งในเสาหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตในการดูแลสุขภาพที่มักถูกมองข้าม”

เพราะในความเป็นจริงแล้ว การนอนหลับที่ดี ไม่ได้มีผลเพียงต่อความสดชื่นในตอนเช้าเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อ โรคอ้วน โรคหัวใจ เบาหวาน และสุขภาพจิต อีกด้วย
และบางที การดูแลสุขภาพอาจเริ่มต้นได้ง่ายกว่าที่คิด เพียงแค่ เริ่มจากการนอนหลับให้ดีขึ้นในคืนนี้
พบกันใหม่ฉบับหน้า ครับ

รศ.ดร.นพ.ภูดิท เตชาติวัฒน์ และ ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์
สถาบันสุขภาวะพิสิฐ สมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย
KALM Center และสมาคมโค้ชเวชศาสตร์วิถีชีวิตและเวลเนสไทย
14 มีนาคม พ.ศ. 2569

เอกสารอ้างอิง
1. Knowler WC, Barrett-Connor E, Fowler SE, et al. Reduction in the incidence of type 2 diabetes with lifestyle intervention or metformin. N Engl J Med. 2002;346:393-403.
2. Look AHEAD Research Group. Long-term effects of a lifestyle intervention on weight and cardiovascular risk factors in individuals with type 2 diabetes mellitus. Arch Intern Med. 2010;170:1566-75.
3. Lean MEJ, Leslie WS, Barnes AC, et al. Durability of a primary care-led weight-management intervention for remission of type 2 diabetes: 2-year results of the DiRECT trial. Lancet Diabetes Endocrinol. 2019;7:344-55.
4. Gardner CD, Trepanowski JF, Del Gobbo LC, et al. Effect of low-fat vs low-carbohydrate diet on 12-month weight loss in overweight adults: the DIETFITS randomized clinical trial. JAMA. 2018;319:667-79.
5. Wright N, Wilson L, Smith M, Duncan B, McHugh P. The BROAD study. Nutr Diabetes. 2017;7:e256.