8 พันล้านเหตุผลที่โลกต้องลุกขึ้นสู้กับโรคอ้วน ตอนที่ 1: โรคอ้วนไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป
8 พันล้านเหตุผลที่โลกต้องลุกขึ้นสู้กับโรคอ้วน
ตอนที่ 1: โรคอ้วนไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป
ในโลกของเรามีประชากรมากกว่า 8 พันล้านคน วันนี้มีผู้คนมากกว่า 1 พันล้านคนที่กำลังมีภาวะโรคอ้วน และหากปล่อยให้แนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป ปัญหานี้จะไม่ใช่เพียงเรื่องของน้ำหนักตัว แต่จะกลายเป็นภาระใหญ่ของระบบสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้(1)
ด้วยเหตุนี้ ทุกวันที่ 4 มีนาคมของทุกปี จึงถูกกำหนดให้เป็น วันโรคอ้วนแห่งโลก (World Obesity Day) เพื่อกระตุ้นให้สังคมหันมาตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาโรคอ้วน และร่วมกันหาทางป้องกันและแก้ไขอย่างจริงจัง(1)
Theme ของวันโรคอ้วนแห่งโลกในปี พ.ศ. 2569 คือ “8 Billion Reasons to Act on Obesity” หรือ “8 พันล้านเหตุผลที่เราต้องลงมือแก้ปัญหาโรคอ้วน” แนวคิดนี้สะท้อนว่า ในโลกที่มีประชากรมากกว่า 8 พันล้านคน แต่ละคนล้วนมีเหตุผลของตนเองที่จะต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลด้านสุขภาพ ครอบครัว คุณภาพชีวิต หรืออนาคตของสังคมโดยรวม(1)
วิกฤตโรคอ้วนของโลก
หากมองจากข้อมูลระดับโลก ภาพที่เห็นชัดเจนคือ โรคอ้วนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในแทบทุกภูมิภาคของโลก องค์การอนามัยโลกระบุว่า อัตราโรคอ้วนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย อัตราโรคอ้วนในผู้ใหญ่เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่านับตั้งแต่ปี 1990 และในเด็กกับวัยรุ่นเพิ่มขึ้นถึงสี่เท่า(2)
ข้อมูลล่าสุดยังระบุว่า ในปี ค.ศ. 2022 มีผู้ใหญ่ทั่วโลกประมาณ 2,500 ล้านคนที่มีภาวะน้ำหนักเกิน และในจำนวนนั้นกว่า 890 ล้านคนอยู่ในภาวะโรคอ้วน โดยรวมแล้วประมาณ 43% ของผู้ใหญ่ทั่วโลกมีน้ำหนักเกิน และประมาณ 16% มีภาวะโรคอ้วน(2)
แนวโน้มในอนาคตยิ่งน่ากังวลอย่างมาก โดยรายงาน World Obesity Atlas คาดการณ์ว่า หากไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพ ภายในปี ค.ศ. 2035 จะมีประชากรมากกว่า 4 พันล้านคน หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และภาระทางเศรษฐกิจจากภาวะดังกล่าวอาจสูงถึง 4.32 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือเกือบ 3% ของ GDP โลก(3)
งานวิจัยเชิงวิเคราะห์แนวโน้มระดับโลกอีกชิ้นหนึ่งยังคาดการณ์ว่า หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป ภายในปี 2050 โลกอาจมีผู้ใหญ่ประมาณ 3,800 ล้านคน และเด็กหรือวัยรุ่นอีกประมาณ 746 ล้านคน ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ซึ่งหมายความว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่ทั้งโลก อาจได้รับผลกระทบจากปัญหานี้(4)
ขณะเดียวกัน รายงานด้านสุขภาพเด็กยังเตือนว่า ภายในปี 2040 อาจมีเด็กและวัยรุ่นอายุ 5 –19 ปี มากกว่า 220 ล้านคนที่มีโรคอ้วน และอีกมากกว่า 500 ล้านคนที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หากในระดับโลกไม่เร่งดำเนินมาตรการป้องกันอย่างจริงจัง(5) ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า โรคอ้วนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสุขภาพของบุคคล แต่เป็น ความท้าทายระดับโลกทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม
โรคอ้วน: ปัญหาที่มากกว่าเรื่องน้ำหนัก
โรคอ้วนไม่ใช่เพียงเรื่องของรูปร่างหรือความสวยงาม แต่เป็น โรคเรื้อรังของระบบเผาผลาญ หลักฐานทางการแพทย์แสดงให้เห็นว่า โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงของ
โรคสำคัญหลายชนิด เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง และมะเร็งบางชนิด
องค์การอนามัยโลกชี้ว่า โรคอ้วนเป็นหนึ่งใน ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลก(2) นอกจากนี้ โรคอ้วนยังส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้า ความเครียด และการตีตราทางสังคม ซึ่งล้วนกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีภาวะนี้(1)
สถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทย
ประเทศไทยเองก็เผชิญแนวโน้มที่น่ากังวลไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยรายงานว่า ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อัตราโรคอ้วนในเด็กวัยเรียนของไทยเพิ่มจากประมาณ 5.8% เป็นประมาณ 15% และในผู้ใหญ่มีรายงานว่าประมาณ 42% อยู่ในกลุ่มอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินในปี 2020(6)
ข้อมูลจาก การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ยังพบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะอ้วน ประมาณ 45% และมีภาวะอ้วนลงพุง ประมาณ 44.7% โดยประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีภาวะอ้วนอยู่ในวัยทำงาน(7)
ในด้านเศรษฐกิจ ภาระจากโรคอ้วนของประเทศไทยก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมีการประเมินว่าอาจมีมูลค่าประมาณ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เมื่อรวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและการสูญเสียผลิตภาพแรงงาน(8)
ในบริบทของการรณรงค์ในประเทศไทย หน่วยงานด้านสาธารณสุขได้ใช้ข้อความสื่อสารสำคัญว่า “หยุดอ้วนก่อนสายเกินไป” เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญ
ของการป้องกันและควบคุมโรคอ้วนซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของการรณรงค์ระดับโลกที่ต้องการให้ทุกคนร่วมกันลงมือแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง(7)
โรคอ้วนไม่ใช่ความผิดของบุคคลเพียงอย่างเดียว
ในอดีต สังคมมักมองว่าโรคอ้วนเกิดจากการกินมากเกินไปหรือการออกกำลังกายน้อยเกินไป แต่ในปัจจุบัน หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรัง
ที่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น พันธุกรรม ระบบอาหารสมัยใหม่ สิ่งแวดล้อมในเมือง ความเครียด การนอนหลับที่ไม่เพียงพอ และ วิถีชีวิตที่ต้องนั่งทำงานมากขึ้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง โรคอ้วนจึงเป็นผลของ สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดโรคอ้วน (Obesogenic environment) มากกว่าจะเป็นเพียงความล้มเหลวของบุคคล(1) และนี่คือเหตุผล
สำคัญที่ทำให้ โรคอ้วนไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาที่สังคมทั้งหมดต้องร่วมกันแก้ไข
ฉบับหน้าจะนำงานวิจัยที่ใช้การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามหลักการของเวชศาสตร์วิถีชีวิตในการป้องกันและควบคุมโรคอ้วนมาเสนอให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ เพื่อให้เห็นว่าปัจจุบัน เราสามารถปรับจากการรักษาโรคสู่การออกแบบวิถีชีวิตใหม่ในการป้องกันและควบคุมโรคอ้วนได้ เพื่อเพิ่มโอกาสที่เราจะ “แก่ช้า เจ็บสั้น อายุยืนแบบมีคุณภาพ” พบกันใหม่ฉบับหน้า ครับ
รศ.ดร.นพ.ภูดิท เตชาติวัฒน์ และ ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์
สถาบันสุขภาวะพิสิฐ สมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย
KALM Center และสมาคมโค้ชเวชศาสตร์วิถีชีวิตและเวลเนสไทย
8 มีนาคม พ.ศ. 2569
เอกสารอ้างอิง
1. World Obesity Federation. World Obesity Day 2026: 8 billion reasons to act on obesity [Internet]. London: World Obesity Federation; 2026[cited 2026 Mar 8].
2. World Health Organization. Obesity and overweight [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2025 [updated 2025 Dec 8; cited 2026 Mar 8].
3. World Obesity Federation. World Obesity Atlas 2025 [Internet]. London: World Obesity Federation; 2025 [cited 2026 Mar 8].
4. GBD 2021 Adult BMI Collaborators. Global, regional, and national prevalence of adult overweight and obesity, 1990-2021, with forecasts to 2050: a forecasting study for the Global Burden of Disease Study 2021. Lancet. 2025;405(10481):785-812.
5. World Obesity Federation. More than 220 million children could be living with obesity by 2040 unless urgent action is taken [Internet]. London: World Obesity Federation; 2026 [cited 2026 Mar 8].
6. World Health Organization Thailand. Thailand’s leadership in the fight against obesity [Internet]. Nonthaburi: WHO Thailand; 2025 Mar 7 [cited 2026 Mar 8].
7. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. กรมควบคุมโรค ชวนคนไทย “หยุดอ้วนก่อนสายเกินไป” รณรงค์วันโรคอ้วนโลก ปี 2569 [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค; 2569 มี.ค. 4 [สืบค้นเมื่อ 8 มี.ค. 2569].
8. Pitayatienanan P, Butchon R, Yothasamut J, Aekplakorn W, Teerawattananon Y, Suksomboon N, et al. Economic costs of obesity in Thailand: a retrospective cost-of-illness study. BMC Health Serv Res. 2014;14:146.